ฟีร์มีโน่ สุดยอด False 9 แห่งทัพหงส์แดง เป็นส่วนสำคัญที่พาหงส์บินสูงในตอนนี้

โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ สุดยอด False 9 สไตล์บราซิลเลี่ยนของลิเวอร์พูล

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ที่มีเอกลักษณ์และรูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความที่เป็นผู้เล่นที่เล่นง่าย แต่ก็ยกความเป็นนักเตะบราซิล นั่นก็คือการวาดลวดลายในสนามนั้นเอง ด้วยการโชว์เทคนิค และทริคใหม่ๆให้เห็นอยู่เป็นประจำ เป็นผู้เล่นที่มีความเข้าใจในเกมที่เป็นเลิศ ในปัจจุบันลงเล่นในตำแหน่งกองหน้า และมิดฟิลด์ตัวรุก ให้กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล นอกจากนี้ ฟีร์มิโน่ยังสามารถขยับออกด้านกลาง ไปเล่นในศูนย์ปีกได้อีกด้วย แม้จะเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้มีจุดเด่นที่ความเร็ว แต่สิ่งเขาสามารถทำได้ดี มันก็คือการไปกับบอลนั่นเอง โดยสามารถพาบอลไปข้างหน้า และลงมาล้วงบอล ตามสไตล์กองหน้าสมัยใหม่ เพื่อเป็นการเปิดช่อง หรือว่าเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมไปด้วย ซึ่งการเคลื่อนที่ของฟีร์มิโน่นั้น มีกจะสร้างความได้เปรียบให้กับทีมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจ่าย Killer Pass หรือว่าการยิงด้วยตัวเอง ทุกการตัดสินใจของเขา มักจะทำมันออกมาได้ดีเสมอ ซึ่งการค้าแข้งกับหงส์แดงในช่วงเริ่มต้นนั้น ฟีร์มิโน่เอง ก็เป็นผู้เล่นที่เดอะค็อป

ไม่ได้คาดหวังผลงานเท่าไหร่นัก เนื่องจากว่าเป็นช่วงขาลงของทีม เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดเลยก็ว่าได้ แต่ตัดภาพมาในตอนนี้ เขาคือผู้เล่นตัวหลัก ที่ทีมจะขาดไปไม่ได้แล้ว โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ บาร์โบซา เด โอลิเวร่า เป็นนักฟุตบอลสัญชาติบราซิล โดยฟีร์มีโน่ เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม คศ. 1991 เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก/กองหน้าตัวเป้า โดยในปัจจุบันกำลังค้าแข้งอยู่กับ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สมัยล่าสุด ซึ่งฟีร์มิโน่เอง ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูลอีกด้วย

แจ้งเกิดกับฮอฟเฟ่นไฮม์ ยอดทีมแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เริ่มเข้าเล่นฟุตบอลกับเยาวชนของ เซแอรีเบ ในช่วงปี 2004-2008 ก่อนที่ในปีถัดมา จะย้ายไปร่วมทีม ฟิเกอร์เร้นซ์ ในประเทศบราซิล ในปี 2008-2009 ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จนถูกเรียกตัวติดทีมชุดใหญ่ของฟิเกอร์เร้นซ์ ในฤดูกาล 2009/2010 และมีแมวมองของทีมใหญ่ในยุโรป ให้ความสนใจในตัวฟีร์มีโน่ มากเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ฮอฟเฟ่นไฮม์ นั่นเอง ก่อนที่จะเป็นทีมใหญ่ จากศึกบุนเดสลีกา ที่ได้ตัวฟีร์มีโน่ ไปร่วมทีมในฤดูกาล 2010/2011 รวมสถิติการลงเล่นกับฟิเกอร์เร้นซ์ ฟีร์มีโน่ลงเล่นไปทั้งหมด 38 เกมทำได้ทั้งหมด 8 ประตู ในช่วงแรกของฟีร์มีโน่ กับฮอฟเฟ่นไฮม์นั้น

ก็เป็นเหมือนกับนักเตะทั่วไป คืออยู่ช่วงปรับตัวกันทั้งนั้น ทั้งการเล่นตามแท็คติค หรือว่าจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลเยอรมัน ที่เล่นกันเร็วมาก อีกทั้งยังมีการเน้นเรื่องแท็คติคที่หลากหลาย และการเล่นกับฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็ถือว่าเป็นสโมสรขนาดกลาง ที่ไม่ต้องแบกรับความกดดันมาก อีกทั้งฟุตบอลลีกในเยอรมันนั้น ทุกทีมนั้นมีแนวทางการเล่นที่เน้นเกมรุกเป็นหลัก ซึ่งก็เข้าทางตัวรุกสไตล์บราวิลเลี่ยนอย่างฟีร์มีโน่ ได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งในฤดูกาล 2011/2012 ก็เป็นฤดูกาลที่ 2 ของฟีร์มีโน่กับฮ็อฟเฟ่นไฮม์ ฟีร์มีโน่ก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้่ทันที โดยตำแหน่งหลักของเขา มักจะถูกส่งลงเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้น

หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น สามารถทำแอสซิสต์และประตู ให้กับฮ็อฟเฟ่นไฮม์ได้อย่างสม่ำเสมอ จนในฤดูกาล 2015/2016 เจ้าตัวก็ได้ตกลงเซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่เป็นการย้ายมาทดแทนราฮีม สเตอร์ลิ่ง ปีกดาวรุ่งของทีม ที่ได้ย้ายไปร่วมทัพเรือใบสีฟ้า แมนเชสเอตร์ ซิตี้ ซึ่งตลอดการลงเล่นกับหงส์แดงในช่วงแรก ฟีร์มีโน่ไม่สามารถรีดฟอร์มเก่ง เหมือนตอนที่อยู่กับฮ็อฟเฟ่นไฮม์ได้ จนในช่วงท้ายฤดูกาล ทางบอร์ดบริหารของลิเวอร์พูล ก็สั่งปลดบีร็อดพ้นตำแหน่งผู้จัดการทีมทันที พร้อมกับทาบทามตัว เยอร์เก้น คล็อปป์ คุมทีมแทนในท้ายที่สุด

โดยในการคุมทีมของคล็อปป์นั้น เขาได้ทำความรู้จักกับผู้เล่นหลายคน จนได้จับ 2 กองกลางชาวบราซิลเล่นคู่กัน อย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่สามารถเล่นทำผลงานได้ดีกว่าช่วงต้นฤดูกาล ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ และจบฤดูกาลนั้น ด้วยการเป็นรองแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ซึ่งทีมหงส์แดงต้องเสียท้าย ในเกมนัดชิงโดยต้านทานความแข็งแกร่งของ เซบีย่า ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปนไปอย่างน่าเสียดาย

ประสานงานร่วมกับคูตี้ มาเน่ พร้อมกับพาทีมกลับสู่เวที UCL อีกครั้ง

หลังจากที่อกหักจากนัดชิงยูโรป้าลีก เยอร์เก้น คล้อปป์ก็จัดการเสริมทีมครั้งใหญ่ ด้วยการคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ จากทีมนักบุญ เซาท์แฮมป์ตัน และ จอร์จินิโญ่ ไวจ์นัลดุม จากนิวคลาสเซิล ยูไนเต็ด มาร่วมทีม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด โดยการเข้ามาจองผู้เล่นใหม่ทั้งสอง เป็นการยกระดับการเล่นของทีมได้ทันตา

ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการคล็อปป์ ที่ปรับเอาฟีร์มีโน่ มาเล่นในตำแหน่งกองหน้สตัวหลอก หรือที่เรียกว่า “Fasle 9” ซึ่งจะไม่ได้ปักหลักอยู่ในเขตโทษ เหมือนกับกองหน้าทั่วไป แต่ฟีร์มีโน่จะลงมาทำเกมร่วมกับกองกลาง ซึ่งวิธีการเล่นแบบนี้ เป็นวิธีเดียวกันกับที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้กับ ลิโอเนล เมสซี่ ในช่วงที่กำลังคุม บาร์เซโลน่า นั่นเอง

ในฤดูกาล 2017/2018 ถือเป็นการเสริมทีมครั้งใหญ่ของหงส์แดง ด้วยการคว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากโรม่า ร่วมทีมได้สำเร็จ แต่สิ่งที่จะต้องเสียไปก็คือฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ย้ายออกไปร่วมทีมบาร์เซโลน่า ในช่วงตลาดหน้าหนาว ทำให้บังเกิดเป็น 3 ประสานสุดอันตรายที่พร้อมจะเชือดทุกทีม และอีกหนึ่งสิ่ง ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมหงส์แดง ก็คือการเข้ามาของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่เป็นการยกระดับทีม ให้กลายเป็นทึมลุ้นแชมป์ในทันที

คว้าอันดับ 2 ในลีก โดยตามหลังทีมแชมป์แค่ 1 คะแนน ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ UCL

หลังจากที่พลาดท่าให้กับราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ในนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในฤดูกาล 2017/2018 ลิเวอร์พูลก็สามารถกลับเข้ามาแก้มือในรายการนี้ได้สำเร็จ ในเกมชิงดำกับคู่แข่งร่วมลีกอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ้ โปเชติโน่ ซึ่งเป็นลิเวอร์พูล ที่เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 จากการทำประตูของโม ซาล่าห์ และซาดิโอ มาเน่ ซึ่งผลงานในลีกนั้นก็สถาปนาตัวเอง เป็นผู้ท้าชิงในเวทีพรีเมียร์ลีก โดยทำคะแนนไล่จี้แมนฯ ซิตี้ จนถึงนัดสุดท้าย ก็พลาดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยการตามหลังเพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น

สิ้นสุดการรอคอย พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรก ในรอบ 30 ปี

ฟีร์มีโน่ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญ ในการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีอีกด้วย ฟีร์มีโน่มีชื่อติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในปี 2014 โดยในปัจจุบัร เขาเป็นผู้เล่นชุดหลัก ที่ทัพแซมบ้าจะขาดไปไม่ได้เลย ซึ่งฟีร์มีโน่ได้ประสานงานร่วมกับผู้เล่นชื่อดังมากมายในทีมชาติ ทั้ง เนย์มาร์ กาเบรียล เฆซุส ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และสตาร์ดังอีกหลายคน ในทีมชาติบราซิล ที่พร้อมลงแข่งขันในมัวร์นาเมนท์ใหญ่ทุกรายการ

ติดตามวิเคราะห์บอลได้ที่ https://www.arsware.org/